ไวน์เสียดูอย่างไร? เช็กสี กลิ่น และรสชาติให้ชัวร์ก่อนดื่ม

ไวน์เสีย

เวลาเปิดขวดเครื่องดื่มแก้วโปรดเพื่อเฉลิมฉลองหรือพักผ่อน คงไม่อยากเจอแจ็กพอตรสชาติเพี้ยนจนเสียอารมณ์ การสังเกตให้ชัวร์ก่อนรินลงแก้วจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าไวน์เสียดูอย่างไร และต้องเช็กตรงไหนบ้างถึงจะรู้แน่ชัด วันนี้เราจะมาแชร์ทริกง่าย ๆ ในการตรวจสอบทั้งสี กลิ่น และรสชาติ เพื่อให้การดื่มด่ำในทุกมื้อเต็มไปด้วยความอร่อยและปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ไวน์เสียดูอย่างไร

การแยกแยะว่าขวดไหนยังดื่มได้หรือขวดไหนควรทิ้งไป อาจจะฟังดูเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ แต่ความจริงแล้วเราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองผ่านประสาทสัมผัสพื้นฐาน ใครที่ยังตั้งคำถามว่าไวน์เสียดูอย่างไรลองนำจุดสังเกตหลัก ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้กันได้เลย

สีไวน์เปลี่ยนเป็นน้ำตาลหรือเหลืองเข้มผิดปกติ

จุดแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือสีสันที่เปลี่ยนไปจากเดิม หากเป็นชนิดแดง สีจะเริ่มจางลงและกลายสภาพเป็นสีน้ำตาลคล้ายสีอิฐเก่า ๆ ส่วนถ้าเป็นไวน์ขาวสีจะเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาลทอง การเปลี่ยนแปลงของสีมักเกิดจากการที่ออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยากับน้ำในขวดนานเกินไปจนเกิดการเสื่อมสภาพ ถือเป็นสัญญาณเตือนแรกที่บอกให้เรารู้ว่ารสชาติในขวดนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

กลิ่นกระดาษเปียกหรือกลิ่นอับจากจุกคอร์ก

กลิ่นคือตัวบอกสภาพได้ดีเยี่ยม หากเปิดขวดแล้วสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับชื้นคล้ายกระดาษลังเปียกน้ำ กลิ่นห้องใต้ดินเก่า ๆ หรือกลิ่นเชื้อรา ให้ฟันธงได้เลยว่าขวดนั้นเกิดความเสียหายจากจุกคอร์กที่เสื่อมสภาพหรือเกิดเชื้อรา อาการแบบนี้มักเรียกกันว่าคอร์กไวน์ ซึ่งจะไปทำลายกลิ่นหอมของผลไม้จนหมดสิ้น ทำให้รสชาติจืดชืดและขาดความกลมกล่อมไปอย่างน่าเสียดาย

กลิ่นน้ำส้มสายชู น้ำยาล้างเล็บ หรือกลิ่นฉุนผิดปกติ

อีกหนึ่งกลิ่นเตือนภัยที่บอกว่าเครื่องดื่มขวดโปรดของเราพังไปแล้ว คือกลิ่นเปรี้ยวฉุนเตะจมูกคล้ายน้ำส้มสายชู หรือกลิ่นสารเคมีอย่างน้ำยาล้างเล็บและทินเนอร์ กลิ่นกวนใจเหล่านี้เกิดจากแบคทีเรียและยีสต์บางชนิดที่เข้าไปทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้กลายเป็นกรดน้ำส้ม หากฝืนรินดื่มต่อไป รสชาติที่ได้รับจะเปรี้ยวแหลมบาดคอและไม่อร่อยเอาซะเลย แนะนำให้เททิ้งทันทีจะดีที่สุด

รสเปรี้ยวจัด หวานแปลก ๆ หรือรสชาติแบนลง

หากสีและกลิ่นยังดูปกติ แต่เมื่อจิบแล้วรู้สึกถึงรสเปรี้ยวจี๊ดคล้ายน้ำส้มสายชู หรือรสหวานปะแล่มแบบผิดธรรมชาติ นั่นเป็นสัญญาณว่ากระบวนการหมักเกิดความผิดพลาด หรือถ้าดื่มแล้วรู้สึกจืดชืด รสสัมผัสแบนราบไร้ความหอมหวานของผลไม้ ก็หมายความว่าของเหลวในขวดนั้นตายไปแล้วและสูญเสียเอกลักษณ์ไปจนหมด ไม่หลงเหลือความอร่อยให้เราได้เอ็นจอยอีกต่อไป

เกิดฟองหรือพบตะกอนในไวน์ที่ไม่ควรเกิด

สำหรับขวดที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเครื่องดื่มประเภทสปาร์กลิง แต่กลับพบฟองฟู่ลอยขึ้นมาตอนรินลงแก้ว นั่นแปลว่ายีสต์เกิดการหมักตัวซ้ำซ้อนในขวด ซึ่งจะทำให้รสชาติเพี้ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ หากสังเกตเห็นตะกอนแขวนลอยลักษณะขุ่นมัวผิดปกติผสมอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสังเกตที่บอกได้ว่าเครื่องดื่มขวดนั้นเสื่อมสภาพและไม่เหมาะจะนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารอีกต่อไป

สาเหตุที่ทำให้ไวน์เสียและรสชาติเปลี่ยนไป

สาเหตุที่ทำให้ไวน์เสีย

การเสื่อมสภาพของเครื่องดื่มไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉย ๆ แต่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เข้าไปทำลายโครงสร้างและรสชาติ หากเรารู้ต้นตอที่แท้จริง จะช่วยให้เราสามารถป้องกันและดูแลคอลเลกชันแก้วโปรดของเราได้อย่างถูกวิธี ลองมาดูกันว่าต้นเหตุหลักเกิดจากอะไรได้บ้าง

อากาศเข้าไปสัมผัสไวน์มากเกินจนเกิด Oxidation

ปฏิกิริยาออกซิเดชันคือศัตรูตัวร้ายอันดับต้น ๆ เมื่อออกซิเจนเล็ดลอดผ่านจุกขวดที่ปิดไม่สนิทเข้าไปสัมผัสกับของเหลวภายในเป็นเวลานาน จะทำให้สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและรสชาติจืดชืดลง คล้ายกับการวางแอปเปิลทิ้งไว้ในอากาศจนสีคล้ำ ปัญหานี้มักเกิดจากการเก็บรักษาในลักษณะตั้งตรง ทำให้จุกคอร์กแห้ง หดตัว และเปิดช่องว่างให้อากาศเข้าไปทำลายรสชาติได้ง่าย

จุกคอร์กเกิดปัญหาจนเกิด Corked Wine

ปัญหานี้เกิดจากสารประกอบเคมีที่ชื่อว่า TCA ซึ่งเกิดจากเชื้อราในเปลือกไม้โอ๊กที่นำมาทำจุกคอร์ก เมื่อสารชนิดนี้สัมผัสกับของเหลวในขวด จะสร้างกลิ่นเหม็นอับคล้ายกระดาษลังเปียกน้ำหรือกลิ่นห้องใต้ดินชื้น ๆ อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกแบรนด์ไม่ว่าจะราคาถูกหรือแพง ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำลายทั้งกลิ่นหอมและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ไปอย่างน่าเสียดาย

อุณหภูมิสูงเกินไปจนไวน์เสื่อมคุณภาพ

ความร้อนคือตัวการสำคัญที่เร่งให้รสชาติพังเร็วกว่ากำหนด การเก็บขวดโปรดไว้ในห้องที่ร้อนจัด โดนแสงแดดส่องถึง หรือวางใกล้เตาไฟ จะทำให้แอลกอฮอล์ขยายตัวจนดันจุกคอร์กนูนขึ้นมา เมื่อความร้อนแทรกซึมเข้าไป รสชาติจะเปลี่ยนเป็นรสคล้ายผลไม้ต้มหรือผลไม้ตุ๋น กลิ่นหอมสดชื่นจะหายไป และกลายเป็นรสชาติที่แบนราบไร้มิติโดยสิ้นเชิง

การปนเปื้อนจากยีสต์ แบคทีเรีย หรือสารประกอบบางชนิด

ในกระบวนการผลิตหรือขั้นตอนการบรรจุขวด หากเกิดความผิดพลาดจนแบคทีเรียหรือยีสต์ที่ไม่พึงประสงค์เล็ดลอดเข้าไป เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญเติบโตและสร้างสารประกอบที่ทำให้เกิดกลิ่นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชู กลิ่นน้ำยาล้างเล็บ หรือกลิ่นคอกม้า กลิ่นแปลกปลอมเหล่านี้จะกลบกลิ่นหอมตามธรรมชาติจนหมด ทำให้รสชาติเปรี้ยวแหลมและไม่น่าอภิรมย์อีกต่อไป

เก็บไวน์อย่างไรไม่ให้เสียก่อนถึงเวลา

สำหรับวิธีเก็บไวน์ที่เปิดแล้วเราควรปิดฝาขวดหรือจุกสุญญากาศให้แน่นสนิทที่สุด จากนั้นนำไปแช่ในตู้แช่ไวน์ทันที ปกติแล้วหลังจากเปิดขวด รสชาติจะคงสภาพเดิมได้ราว 1-3 วันเท่านั้น ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงคืออุณหภูมิ ควรตั้งความเย็นสำหรับขวดสีแดงระดับ 12-18 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันรสฝาดแหลมและแอลกอฮอล์ที่เด่นชัดเกินไป ส่วนชนิดขาวและแบบสปาร์กลิงควรแช่ในระดับ 6-12 องศาเซลเซียส เพื่อรักษารสสัมผัสให้สดชื่น และต้องรักษาความเย็นให้สม่ำเสมอตลอดเวลา

ทำไมต้องเลือกตู้แช่ไวน์จาก Tecnoplus

การรักษาอุณหภูมิให้คงที่เป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคอลเลกชันขวดโปรดให้รสชาติยอดเยี่ยมอยู่เสมอ เครื่องทำความเย็นเฉพาะทางจาก Tecnoplus ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยระบบควบคุมความชื้นที่เหมาะสมและลดแรงสั่นสะเทือน ช่วยถนอมจุกคอร์กให้สมบูรณ์และป้องกันอากาศเข้าสู่ภายในขวด ดีไซน์หรูหราเข้ากับทุกมุมของบ้าน ใครที่ยังลังเลว่าตู้แช่ไวน์ยี่ห้อไหนดีลองให้ Tecnoplus ช่วยดูแลเครื่องดื่มสุดพิเศษของเราสิ รับรองว่าถูกใจแน่นอน

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไวน์เสีย

ไวน์ที่พบตะกอนอยู่ในขวดสามารถดื่มได้หรือไม่?

หากตะกอนลักษณะคล้ายเกล็ดคริสตัลนอนก้นขวด ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดจากการตกผลึกของกรดทาร์ทาริก ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและยังสามารถรินดื่มได้ตามปกติ แต่ควรค่อย ๆ รินเพื่อไม่ให้ตะกอนตกลงไปในแก้วจนเสียรสสัมผัส

ดื่มไวน์ที่เปิดทิ้งไว้นานแล้วเป็นอันตรายไหม?

โดยทั่วไปแล้วไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อร่างกาย แต่รสชาติจะเปรี้ยวจี๊ดคล้ายน้ำส้มสายชูและกลิ่นหอมจะจางหายไปจนหมด ทำให้เสียอรรถรสในการดื่มอย่างมาก แนะนำว่าควรเททิ้งหรือนำไปประยุกต์ทำอาหารแทนการรินเสิร์ฟจะดีกว่า

ไวน์ที่เกิดฟองทั้งที่ไม่ใช่ Sparkling Wine ยังดื่มได้ไหม?

ไม่แนะนำให้ดื่มต่อ เพราะฟองที่ลอยขึ้นมาเกิดจากการหมักซ้ำของยีสต์ในขวด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเกิดการปนเปื้อนหรือกระบวนการผลิตผิดพลาด รสชาติจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและอาจทำให้ปวดท้องได้หากฝืนดื่มเข้าไป

สรุป

ไวน์เสีย

เมื่อเรารู้วิธีดูไวน์เสียเช็กสี กลิ่น และรสชาติแล้ว การดูแลรักษาก็สำคัญไม่แพ้กันควรจัดเก็บขวดพิเศษเหล่านี้ไว้ในเครื่องทำความเย็นเฉพาะทางจาก Tecnoplus เพื่อควบคุมอุณหภูมิและถนอมรสชาติให้คงสภาพเดิมเสมอ เพียงเท่านี้เราก็สามารถเปิดขวดฉลองได้อย่างมั่นใจและเพลิดเพลินกับรสชาติแสนอร่อยได้ตลอดไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

0